วันเสาร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

โรคลมแดด 'ฮีตสโตรค'

อันตรายจากอากาศร้อน

อุณหภูมิโลกที่ร้อนขึ้นทุกวัน ก่อให้เกิดโรคมากมาย โรคที่พานพบแต่ละโรคนั้น ก็จะยิ่งร้ายกาจ ทวีความรุนแรงตามอุณหภูมิของโลกที่ร้อนขึ้น

“ฮีตสโตรค” เป็นอีกโรคหนึ่งที่เชื่อว่า หลายคนคงเคยได้ยินกันมาบ้าง

คำว่า “ฮีต” แปลได้ว่า ความร้อน ส่วน “สโตรค” แปลว่า โรคเกี่ยวกับการเป็นลม การเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน เมื่อรวมกันแล้ว จึงอาจอนุมานความหมายได้ว่า “โรคลมแดด”

ฮีตสโตรค ยังมีชื่อเรียกอีกหลายชื่อ เช่น โรคลมเหตุร้อน โรคอุณหพาติ อันเป็นโรคที่เกิดจากการที่ร่างกายได้รับความร้อน มากเกินไป (เกินกว่า 41 องศาเซลเซียส) จนไม่สามารถควบคุมระดับความร้อนในร่างกายได้ เมื่อเกิดความร้อนขึ้นในร่างกาย โดยปกติแล้วจะระบายออกได้หลายทาง ทั้งทาง เหงื่อ ทางลมหายใจ เป็นต้น

เมื่อร่างกายร้อนขึ้นแล้ว ก็จะทำให้เกิดภาวะการสูญเสียน้ำ อันเกิดจากสมองส่วนไฮโปธาลามัสได้สั่งการให้เกิดความรู้สึกหิวกระหายน้ำ เพื่อเป็นกลไกในการปรับตัวสู้กับความร้อนของร่างกายที่สูงขึ้น แต่สำหรับผู้ที่มีอาการโรคฮีตสโตรค ขณะที่ร่างกายขับเหงื่อออกมา สมองจะไม่มีทางรู้เลยว่าร่างกายขาดน้ำ เพราะความเข้มข้นของเลือดยังไม่เปลี่ยนแปลง และหากร่างกายสูญเสียน้ำมากเกินไป ต่อมเหงื่อจะหยุดทำงานทันที ทำให้ความร้อนในร่างกายไม่ได้ระบายออก อุณหภูมิในร่างกายจึงสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดอาการได้ตั้งแต่อาการเล็กน้อย เป็นแล้วหายได้เอง เช่น เมื่อยล้า อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ไปจนถึงมีอาการรุนแรง เป็นสาเหตุให้การทำงานของอวัยวะต่าง ๆ เช่น หัวใจ สมอง ตับ ล้มเหลว จนกระทั่งเสียชีวิตได้

อุบัติการณ์ของโรคลมแดด ในไทย อาจไม่มีการรายงานที่ชัดเจน แต่ก็มีให้ตกใจเป็นครั้งคราวตามหน้าหนังสือพิมพ์ เช่น พบการเสียชีวิตของเด็กที่ถูกทิ้งไว้ในรถ หลายคนมักเข้าใจผิดว่า เด็กมักเสียชีวิตจากขาดอากาศหายใจ แท้จริงแล้วเด็กอาจเสียชีวิตจากอุณหภูมิ ความร้อนสูงเกินไป ดังนั้น พ่อแม่ ที่ปล่อยลูกไว้ในรถ อาจเปิดเครื่อง ยนต์เปิดแอร์ไว้ แต่เครื่องเกิดดับขึ้นมาชั่วเวลาเพียง ไม่นาน อุณหภูมิภายในรถจะสูงขึ้น หากอุณห ภูมิภายนอกสูงเช่นในเวลากลางวัน ความร้อน จะยิ่งทวีคูณอย่างรวดเร็ว หนทางที่ดีที่สุดคือ พาลูกออกไปด้วย ไม่ปล่อยทิ้งไว้ในรถ

ส่วนประเทศในแถบตะวันตกนั้น พบการรายงานการเสียชีวิต จากโรคนี้ราว 25-334 รายต่อปี ทั้งที่สภาวะอากาศร้อนน้อยกว่าประเทศ เราค่อนข้างมาก แม้กระทั่งในประเทศญี่ปุ่นเอง ก็พบว่ามีการเสียชีวิตได้บ่อยครั้ง ทั้งที่อยู่ในภูมิภาคเอเชีย

จากข้อมูลยังรายงานต่อไปอีกว่า หากวินิจฉัยช้าและให้การรักษาไม่รวดเร็วพอ จะทำให้มีโอกาสเสียชีวิตได้มากถึงร้อยละ 80 และสามารถลดลงได้ถึงร้อยละ 10 จากการช่วยเหลือที่รวดเร็วและทันท่วงที ในเรื่องปัจจัยอื่น ๆ เช่น เชื้อชาติ เพศ ไม่ค่อยพบว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้พบอุบัติการณ์มากนัก แต่มักมีผลทางอ้อมมาจากกิจกรรม สังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ มากกว่า

ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคลมแดดหรือฮีตสโตรค มักเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย และทุกกลุ่ม ดังนี้

1. กลุ่มเด็กและผู้สูงอายุ ที่มีระบบการระบายความร้อนในร่างกาย ต่างจากคนวัยอื่น ๆ

2. กลุ่มผู้ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูงที่ต้องรับประทานยาขับปัสสาวะ ซึ่งมีผลขับโซเดียมออกจากร่างกาย ทำให้เกิดความผิดปกติกับระดับเกลือแร่ได้ง่าย

3. กลุ่มนักกีฬาที่ออกกำลังกายหักโหม

4. กลุ่มทหารเกณฑ์ฝึกใหม่ที่ต้องฝึกหนักกลางแดด และการถ่ายเทของอากาศไม่ดี

5. กลุ่มคนทำงานออฟฟิศ ที่นั่งทำงานอยู่ในห้องแอร์เป็นเวลานาน ร่างกายไม่ฟิตพร้อมและต้องออกมาปะทะอากาศร้อนกะทันหัน ทำให้ร่างกายปรับตัวกับความร้อนได้ไม่ทัน

จะสังเกตได้ว่า เมื่อร่างกายร้อนขึ้น หากเข้าไปหลบร้อนด้วยการตากแอร์เย็น ๆ เป็นเวลานาน เมื่อต้องออกมาปะทะกับอากาศร้อนแล้ว ก็มักจะทำให้ไม่สบายได้บ่อยครั้ง

จึงมีคำแนะนำสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงดังกล่าวข้างต้น เพื่อป้องกันการเกิดโรคลมแดด

- ควรเตรียมสภาพร่างกายให้พร้อมก่อนออกกำลังกายกลางแจ้ง โดยแนะนำว่าควรออกกำลังกายกลางแจ้งอย่างสม่ำเสมอ สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที เพื่อให้ร่างกายปรับความเคยชินกับอากาศร้อน ที่สำคัญควรออกกำลังกายในที่ที่มีอากาศถ่ายเท

- ในสภาวะอากาศที่ร้อนมาก ควรดื่มน้ำมาก ๆ ประมาณ 2 ลิตรต่อวัน หรือราว 6-8 แก้ว ให้หลีกเลี่ยงอากาศร้อนชื้น สถานที่ที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก พยายามจัดให้ที่อยู่หรือสภาพแวดล้อมระบายอากาศได้ดี และควรดื่มน้ำ 1-2 แก้ว หรือประมาณ 300 มิลลิลิตร ก่อนออกจากบ้านในวันที่มีอากาศร้อนจัด และหากต้องอยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนหรืออยู่ในระหว่างการออกกำลังกาย ควรดื่มน้ำให้ได้ชั่วโมงละประมาณ 1 ลิตร หรือราว 4-6 แก้วต่อชั่วโมง ถึงแม้ไม่รู้สึกกระหายน้ำก็ตาม

- สวมใส่เสื้อสีอ่อน ไม่หนา เนื้อผ้าบางเบา ระบายความร้อนได้ดี

- ควรดูแลเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเป็นพิเศษ โดยจัดให้อยู่ในห้องที่มีอากาศถ่ายเท และไม่ปล่อยให้อยู่ในรถที่ปิดตามลำพัง

- ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น อาบน้ำ ทาแป้ง เปิดแอร์ เปิดพัดลม งดอาหารประเภทที่มีแอลกอฮอล์ หรือยาบางชนิดที่มีผลต่อการเพิ่มความร้อนในร่างกาย เช่น ยาแอมเฟตามีน ยารักษาโรคบางชนิดที่ทานเป็นประจำแต่มีผลรบกวนต่อ การระบายความร้อน หลีกเลี่ยงการทานยากลุ่มยาแก้แพ้ ลดน้ำมูก โดยเฉพาะก่อนการ ออกกำลังกาย หรือต้องอยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อน หรืออยู่กลางแดดเป็นเวลานาน ๆ

ในฐานะที่เป็นหมอทางฉุกเฉินด้วยแล้ว ก็อยากฝากคำแนะนำในเรื่องการเข้าช่วยเหลือ ปฐมพยาบาลผู้ที่เป็นโรคฮีตสโตรค กันด้วย โดยเมื่อพบเห็นผู้ที่กำลังจะเป็นลม ให้นำตัวผู้ป่วยเข้าที่ร่ม นอนราบ ยกเท้าสูง ถอดเสื้อผ้าออก เพื่อให้สามารถหายใจได้สะดวกขึ้น ในกรณีที่ผู้ป่วยยังพอรู้สึกตัวและสามารถหายใจได้เอง อาจจัดให้นอนในท่าตะแคง เพื่อให้หายใจได้สะดวกได้เช่นเดียวกัน

หลังจากนั้น หาผ้าชุบน้ำเย็น เช็ดตามซอกตัว คอ รักแร้ เชิง กราน และศีรษะ เพื่อระบายความร้อนออกจากร่างกาย พร้อมกับเปิดพัดลมระบายความร้อนถ้ามี พยายามเช็ดตัวผู้ป่วยบ่อย ๆ เปลี่ยนน้ำที่ใช้เช็ดตัวบ่อยครั้ง เพื่อให้อุณหภูมิในร่างกายลดลง หลังจากนั้น ให้รีบส่งตัวไปโรงพยาบาล

ข้อห้ามสำหรับการปฐมพยาบาลคือ ไม่แนะนำให้ใช้น้ำเย็นราดตัวผู้ป่วย เพราจะทำให้เกิดการสั่นเทาของกล้ามเนื้อ ทำให้ความร้อนในร่างกายไม่ลดลง

เหล่านี้คือที่มาและแนวทางในการป้องกัน รวมไปถึงหลักการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ที่ต้องเตรียมรับมือกันไว้ล่วงหน้า หากเกิดอาการ...ฮีตสโตรค ขึ้น

วิธีการดูแลรักษากระเป๋าหนัง

สำหรับใครที่ชอบใช้กระเป๋าหนัง วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีวิธีการดูแลรักษากระเป๋าหนังมาบอก...

การดูแลกระเป๋าหนัง ให้นำกระดาษหนังสือพิมพ์ที่ไม่ใช้แล้วยัดไว้ในกระเป๋า เพื่อให้กระเป๋าคงรูปทรงเดิมและให้เก็บใส่ถุงผ้าอีกชั้นหนึ่งเพื่อป้องกันฝุ่นละออง แนะว่าควรนำกระเป๋าออกมาผึ่งลมอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง

การทำความสะอาดกระเป๋าหนังแท้ ให้ใช้เช็ดด้วยผ้าสะอาดขนนุ่มชุบน้ำอุ่นหรือน้ำสบู่อ่อนๆ บิดหมาดๆแล้วเช็ดทำวามสะอาดตามปกติ จากนั้นรอให้แห้งสนิทก่อนค่อยนำไปใช้งาน ห้ามใช้สารเคมีจำพวก ครีมขัด น้ำมันสน น้ำยาขัดเงา น้ำมัน หรือน้ำยาที่มีสภาพเป็นกรด ในการทำความสะอาดกระเป๋าหนังแท้เด็ดขาด

เพียงเท่านี้ กระเป๋าหนังของคุณก็แลดูเหมือนใหม่.

เคล็ดลับแก้อาการไมเกรน

ไมเกรนเป็นโรคปวดหัวที่มีความรุนแรง วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีวิธีลดอาการปวดหัวไมเกรนมาฝาก...

-นอนให้พอ เพราะการอดนอนมีส่วนกระตุ้นทำให้ไมเกรนกำเริบ

-สังเกตอาการ ควรสังเกตอาการของโรคระยะแรกๆว่าเป็นอย่างไร เนื่องจากการรักษาโรคในระยะแรกๆได้ผลดีกว่าการรักษาหลังเป็นโรคนานๆ แนะว่าช่วงไหนที่ปวดหัวไมเกรนให้หลีกเลี่ยงที่ที่มีเสียงดังมากๆ เพื่อลดความเครียดที่อาจทำให้โรคกำเริบได้

-กินอาหารให้ตรงเวลา การกินอาหารไม่ตรงเวลาหรืองดอาหารเป็นบางมื้ออาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นสำคัญที่ทำให้อาการปวดหัวกำเริบ

-ลดขนม น้ำตาล การกิน อาหารหวานมากๆ เครื่องดื่ม หรือลูกอมที่มีน้ำตาลมากๆ อาจทำให้ ระดับน้ำตาลในเลือดจะขึ้นๆลงๆ และไปกระตุ้นอาการปวดหัวได้

-ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล อย่างเช่น เหล้า เบียร์ ไวน์ ที่มีส่วนกระตุ้นทำให้ปวดหัวไมเกรนเพิ่มขึ้นได้

-เตรียมยาแก้ปวดไว้ประจำบ้าน อย่าปล่อยให้ยาหมด หากต้องเดินทางบ่อยให้ทำรายการเช็คของใช้ ที่รวมยาไว้เสมอ

วิธีง่ายๆลองนำไปใช้ดูได้.

เทคนิคการวิ่งไม่ให้ปวดเข่า

การวิ่งเป็นการออกกำลังกายที่ทำได้ง่าย แต่บางครั้งอาจเกิดอาการปวดเข่า นั้นเป็นเพราะออกกำลังกายไม่ถูกวิธี วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีเทคนิคการวิ่งไม่ให้ปวดเข่ามาบอก...

- ควรอบอุ่นร่างกายและยืดกล้ามเนื้อให้เพียงพอ โดยเริ่มจากการเดินเร็วหรือวิ่งเหยาะๆ ก่อนที่จะวิ่งเต็มที่ รวมทั้งควรยืดกล้ามเนื้อรอบเข่าและข้อเท้าทุกครั้ง เพื่อให้มีการปรับตัวของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการออกกำลังกาย โดยการเหยียดเข่าตรงและเกร็งกล้ามเนื้อต้นขาค้างไว้ 5 วินาทีต่อครั้ง ทำประมาณ 10-20 ครั้งต่อวัน

- เลือกซื้อรองเท้าวิ่งให้เหมาะสม รองเท้าที่ใช้ควรมีพื้นกันแรงกระแทกที่เพียงพอและมีความกระชับพอดีกับเท้า

- ควรตรวจดูลักษณะเท้าว่าผิดปกติหรือไม่ ส่วนใหญ่ที่พบคือ ภาวะเท้าแบน เวลาวิ่งนานๆ อาจทำให้เกิดอาการปวดเข่าและข้อเท้าได้

- ไม่ควรวิ่งก้าวเท้ายาวเกินไปหรือยกเข่าสูงเกินไป เพราะทำให้ข้อเข่าต้องงอมากเกินความจำเป็น อาจทำให้เกิดปัญหาปวดเข่าได้ง่ายขึ้น

- ควรวิ่งโดยลงน้ำหนักที่ส้นเท้า การวิ่งโดยลงน้ำหนักที่ปลายเท้านานๆ จะทำให้เกิดแรงกระชากพังผืดฝ่าเท้า ปวดกล้ามเนื้อน่อง และยังเกิดแนวแรงที่ผิดปกติที่ผ่านต่อข้อเข่า ทำให้ต้องงอเข่ามากขึ้นขณะวิ่ง และอาจทำให้เกิดการปวดเข่าด้านหน้าได้

เพียงเท่านี้ก็สามารถออกกำลังกายโดยการวิ่งได้อย่างไม่ปวดเข่าแล้ว.

สุขภาพทางตากับโทรศัพท์มือถือ

ต่อเนื่องจากฉบับก่อนหน้านี้ ที่ได้นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับปัญหาทางตา ที่เกิดขึ้นจากการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือ โทรศัพท์มือถือ ที่เรียกกันจนติดปาก ฉบับนี้ยังมีเรื่องราวมาฝากกันอีก ติดตามอ่านกันต่อได้

อาการทางตาที่เกิดขึ้นกับการใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเวลานานและบ่อยครั้ง เช่น การเพ่งมองหน้าจอโทรศัพท์ ซึ่งเป็นจอแบบแอลซีดี แอลอีดี อันเป็นจอที่มักมีขนาดใหญ่กว่าจอโทรศัพท์มือถือรุ่นเก่าอยู่แล้ว

จอเหล่านี้จะให้ความสว่างที่มากกว่าเดิมมาก อีกทั้งยังมักเป็นจอแบบทัชสกรีน ซึ่งสามารถทำงานได้ด้วยปลายนิ้วสัมผัส แต่ก็ยังถือว่าโชคดีที่อาการทางตาส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้น เช่น อาการมึนศีรษะ ปวดตา เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นเพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น โดยไม่มีหลักฐานว่าจะกระตุ้นหรือเหนี่ยวนำให้เป็นโรคทางตาถาวร

หากเข้าใจปัจจัยต่าง ๆ ที่เป็นสาเหตุ และมีวิธีปฏิบัติอย่างถูกต้อง เหมาะสม ก็สามารถป้องกันและลดอาการทางตาได้มาก

ในที่นี้จะขอกล่าวถึงปัจจัยต่าง ๆ เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ คือ ปัจจัยเกี่ยวเนื่องกับผู้ใช้งานโทรศัพท์ ปัจจัยเกี่ยวเนื่องกับหน้าจอโทรศัพท์ ปัจจัยเกี่ยวเนื่องกับรูปแบบการใช้งาน และ ปัจจัยเกี่ยวเนื่องกับสิ่งแวดล้อมขณะใช้งานผ่านหน้าจอโทรศัพท์

ปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องกับผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือ

อายุ เมื่ออายุมากขึ้น ทุกคนจะมีการเปลี่ยนแปลงในระบบการปรับระยะชัดในการมองใกล้ เช่น อ่านหนังสือ มองเวลาจากนาฬิกาข้อมือ รวมไปถึงหน้าจอโทรศัพท์ การเปลี่ยนแปลงทางสายตานี้ ทำให้ต้องเพ่งมากขึ้นเพื่อให้ภาพชัดเหมือนเดิม หรืออาจใช้วิธีขยับตำแหน่งวัตถุที่ มองให้ไกลออกไป ซึ่งทำให้เกิดความลำบากในการมองภาพ ผู้ที่มีสายตาเปลี่ยนในลักษณะนี้ เรียกว่า สายตาคนสูงอายุ หรืออาจเรียกว่า สายตายาวตอนอายุมาก มักเริ่มมีอาการเมื่ออายุประมาณ 40 ปี ปัจจัย เรื่องการเกิดสายตาคนสูงอายุ มีผลในการใช้งานหน้าจอโทรศัพท์มือถือ โดยเฉพาะในผู้ที่เพ่งมองในระยะใกล้นาน ๆ จะทำให้ปวดตา สายตาล้าได้ ง่าย การเพ่งมองติดต่อกันบ่อย ๆ อาจทำให้ค่าสายตาเปลี่ยนชั่วคราว และรู้สึกว่าแว่นตาที่ใช้อยู่ไม่ชัดได้

ระดับการมองเห็น ผู้ที่มีโรคทางตา หรือมีความผิดปกติอื่น ใดที่ทำให้มีระดับการมองเห็นลดลง (ซึ่งแก้ไขด้วยแว่นสายตาไม่ได้) จะมองเห็นชัดเมื่อวัตถุที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ความคมชัดดี และความสว่างเพียงพอ ดังนั้นการใช้โทรศัพท์มือถือที่มีขนาดหน้าจอเล็ก ตัวอักษรเล็ก และความคมชัดน้อย จะทำให้เห็นภาพไม่ชัด จึงต้องเพ่งมองทำให้ปวดศีรษะและปวดตาได้

ความผิดปกติของค่าสายตา หมายถึง การมีสายตาสั้น ยาว เอียง เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ทำให้ภาพไม่ชัด แต่สามารถแก้ไขได้ด้วยแว่นสายตา ผู้ที่มีปัญหาดังกล่าวจึงควรสวมแว่นขณะใช้งานหน้าจอโทรศัพท์ เพื่อลดการเพ่งมอง หรือฝืนมองทั้ง ๆ ที่ไม่ชัด

ท่าทางในการใช้งานหน้าจอโทรศัพท์ เราจะก้มศีรษะและคอเล็กน้อย หากก้มมากไปและอยู่ในท่านั้นเป็นเวลานาน อาจก่อให้เกิดการ เกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณคอด้านหลัง ก่อให้เกิดอาการปวดคอ และอาจปวดร้าวไปตำแหน่งอื่น เช่น ขมับและรอบกระบอกตาได้

ปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องกับหน้าจอโทรศัพท์มือถือ

ขนาดของหน้าจอ ขนาดหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่เล็ก ก็จะให้ ภาพที่มีขนาดเล็ก ซึ่งมองยากกว่าหน้าจอที่มีขนาดใหญ่ ถ้าต้องใช้งานเป็นเวลานานควรเลือกเครื่องที่มีหน้าจอขนาดใหญ่ดูจะเหมาะสมกว่า

ความสว่างของหน้าจอ ควรปรับความสว่างให้เหมาะสม และทำให้มองได้อย่างสบายตา ความสว่างน้อยเกินไป ภาพก็จะไม่ชัด ความ สว่างที่มากเกินไป ก็จะแสบตา ไม่สบายตา ซึ่งควรปรับความสว่างนี้ให้เหมาะสม

ปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องกับรูปแบบการใช้งาน

ระยะเวลาในการใช้งาน หากเราใช้เวลาในการใช้งานหน้าจอนาน ๆ ก็เกิดผลต่อสุขภาพได้มากกว่าใช้งานในระยะสั้น ปัจจัยนี้เป็นผลโดยตรงจากการที่โทรศัพท์มือถือมีรูปแบบการใช้งานมากขึ้น ผู้ใช้อาจเพลิดเพลินไปกับการใช้งานต่าง ๆ เช่น เล่นอินเทอร์เน็ต เล่นเกม หรือ ดูรายการโทรทัศน์ต่อเนื่องกันนาน ๆ

ชนิดของงานที่ทำ ควรเลือกใช้งานผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถืออย่างเหมาะสมตามความจำเป็น ยกตัวอย่างเช่น การทำงานเอกสารต่าง ๆ ควรใช้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก หรือคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะที่มีขนาดหน้าจอที่ใหญ่ หรือการดูรายการโทรทัศน์ก็ควรจะดูผ่านโทรทัศน์ เพราะ จะได้ภาพที่เหมาะสมกับสายตามากกว่า การทำงานเหล่านี้ผ่านหน้าจอโทรศัพท์จึงควรสงวนไว้เมื่อจำเป็น และหากจะใช้ก็เพียงชั่วคราวจึงจะเหมาะสม

ปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องกับสิ่งแวดล้อมขณะใช้งานผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือ

โดยมากเกี่ยวข้องกับแสงสว่างโดยรอบ เช่น หากเรากำลังใช้งานหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่มีขนาดหน้าจอเหมาะสม และมีความสว่างเพียงพอ แต่อยู่ ในห้องที่มีแสงสว่างมากเกินไป ก็จะเกิดการสะท้อนที่หน้าจอแอลซีดี ได้มาก ทำให้แสบตาและรบกวนการมองเห็น กรณีนี้เราอาจปรับมุมของหน้าจอกับระดับการมองเพื่อลดแสงสะท้อน หรืออาจ ใช้วิธีลดแสงสว่างของห้องลง หรือหากเราใช้งานหน้าจอโทรศัพท์ในห้องที่มี แสงสว่างน้อยไป เราอาจต้องเพิ่มความสว่างหน้าจอขึ้น จะทำให้รู้สึกไม่สบายตาได้ง่าย

จากที่กล่าวมาทั้งหมด จึงมี ข้อแนะนำสำหรับการใช้งานหน้าจอโทรศัพท์มือถือ เพื่อลดผลกระทบต่อสายตา ดังนี้

- ผู้ที่มีปัญหาด้านสายตา ควรสวมแว่นสายตา หรือใช้อุปกรณ์อื่น ๆ เช่น เลนส์สัมผัส เพื่อให้มีระดับการมองเห็นที่ดีที่สุด เป็นการลดการเพ่งมอง

- ปรับความสว่างหน้าจอให้สบายตา และเหมาะสมกับความสว่างภายในห้อง

- เลือกขนาดหน้าจอที่ไม่เล็กเกินไป หน้าจอโทรศัพท์ขนาด 3 นิ้ว ก็จะมองภาพได้ง่าย และเกิดการล้าสายตาน้อยกว่าหน้าจอขนาด 2 นิ้ว เป็นต้น

- เลือกรูปแบบการใช้งานที่เหมาะสม ไม่ใช้งานหน้าจอติดต่อกันนาน ๆ หากจำเป็นแนะนำให้พักสายตาประมาณ 10-15 นาที เมื่อใช้งานหน้าจอโทรศัพท์มือถือนานถึงครึ่งชั่วโมง

การใช้โทรศัพท์มือถือ ซึ่งหลายคนก็คงได้ยินกันมาว่า กลายเป็นปัจจัยที่ 5 ในชีวิตคนเราไปแล้วนั้น ก็ยังคงมีอันตรายอยู่ทุกเมื่อ หากใช้งานไม่ถูกวิธี และใช้งานติดต่อกันมากเกินไป ดังนั้น ควรใช้งานให้ถูกวิธี และถูกต้องเหมาะสม เพื่อถนอมดวงตาที่มีเพียงคู่เดียวเอาไว้ใช้ได้ตราบนานเท่านาน.

ไขปัญหาสุขภาพกับการใช้โทรศัพท์มือถือ

ปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ เป็นเรื่องที่กล่าวถึงกันอย่างกว้างขวาง และยิ่งเทคโนโลยีนั้นถูกนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน จนมีผู้คนนับล้านบริโภคเทคโนโลยีดังกล่าว จนทำให้ขนาดของปัญหาใหญ่และสำคัญยิ่งขึ้น

ดังเช่น การใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือที่เรียกกันติดปากว่า “โทรศัพท์มือถือ” ซึ่งเป็นอุปกรณ์สื่อสารที่เรียกได้ว่าเป็นที่นิยมแพร่หลาย และเข้าถึงได้ง่ายในโลกปัจจุบัน ก็มีประเด็นให้ถกเถียงกันในแง่ปัญหาสุขภาพอยู่ไม่น้อย เนื่องด้วยลักษณะการใช้งานของโทรศัพท์มือถือที่ต้องสัมผัสแนบศีรษะและหู เพื่อให้ได้ยินเสียง และพูดผ่านไมโครโฟนภายในเครื่อง เมื่อสนทนาต่อเนื่องเป็นเวลานาน ผู้ใช้จะรู้สึกได้ถึงความร้อนที่เกิดขึ้น รวมถึงหลักการของสัญญาณคลื่นไมโคร เวฟที่นำมาใช้กับโทรศัพท์มือถือ ก็ได้ก่อให้เกิดความกังวลเรื่องความร้อนและพลังงานรังสี จากเครื่องว่ามีผลกระทบต่อสุขภาพหรือไม่อย่างไร?

ด้วยข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน ยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจนถึงผลกระทบของโทรศัพท์มือถือที่มีต่อสุขภาพ แต่ก็มีการวิจัยที่ค่อนข้างเชื่อถือได้ในประเทศอังกฤษได้บอกไว้ว่า คลื่นไมโครเวฟจากโทรศัพท์มือถือมีผลต่อสมอง ทำให้สมองมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อคำถามแบบ “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” ได้รวดเร็วขึ้น แต่ไม่มีผลต่อการทำงานของสมองในแง่อื่น ๆ และยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเป็นอันตรายต่อสมอง

หากพิจารณาถึงความถี่ของคลื่นไมโครเวฟที่ใช้ในโทรศัพท์มือถือก็พบว่าเป็นคนละความถี่กันกับที่ใช้ในเตาไมโครเวฟสำหรับประกอบอาหาร รวมถึงกำลังในการส่งสัญญาณของโทรศัพท์มือถือก็ต่ำมาก ความกังวลที่ว่าการใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน แล้วจะเป็นเนื้องอกในสมอง ทำให้สมองเสื่อม ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันแย่ลงนั้น จึงยังไม่ควรวิตกกังวลไป อย่างไรก็ตาม การลดอัตราจากพลังงานความร้อนและรังสีจากโทรศัพท์มือถือ ได้มีการประดิษฐ์อุปกรณ์เพื่อให้ผู้ใช้โทรศัพท์สามารถสนทนาได้โดยไม่ต้องถือโทรศัพท์แนบกับศีรษะหรือ สมอลล์ ทอล์ก ซึ่งก็มีประโยชน์ในการลดอันตรายขณะขับขี่ยานพาหนะ และลดความกังวลเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพได้

แต่หากกล่าวถึงการใช้งานโทรศัพท์มือถือในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา เพื่อติดต่อสื่อสารพูดคุยโดยทั่วไป ผู้ใช้จำเป็นต้องมองหน้าจอโทรศัพท์บ้างไม่มากก็น้อย แต่ในปัจจุบันเทคโนโลยีมากมายถูกนำมารวมไว้ในโทรศัพท์มือถือ เพื่อความสะดวกและประโยชน์ใช้สอย ไม่ว่าจะเป็นการเล่นอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือ การถ่ายภาพ การจัดเอกสารข้อมูล รวมไปถึงการดูโทรทัศน์ ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกมต่าง ๆ เทคโนโลยีเหล่านี้ทำให้ผู้ใช้งานต้องมองหน้าจอมือถือมากขึ้น จึงเป็นที่น่าสนใจว่าการมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือนาน ๆ จะส่งผลเสียต่อสุขภาพ โดยเฉพาะสุขภาพสายตาหรือไม่ อย่างไร? ก่อนจะทราบถึงผลกระทบของการมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือ คงต้องอธิบายถึงส่วนประกอบและการทำงานของหน้าจอโทรศัพท์มือถือกันก่อน

เริ่มต้นที่ส่วนของหน้าจอ ซึ่งเป็นส่วนแสดงผลของโทรศัพท์ มือถือ หน้าจอที่นิยมใช้กันมากในปัจจุบันเป็นชนิด แอลซีดี (ลิควิดคริสตัล ดิสเพลย์) ซึ่งประกอบไปด้วยชั้นบาง ๆ ระดับความหนาเป็นไมครอนมาประกอบกันหลายชั้น คำถามก็คือ..การเกิดภาพให้เห็นบนหน้าจอแสดงผลได้นั้นทำได้อย่างไร สามารถอธิบายได้ต่อไปนี้

1. ส่วนให้แสงสว่าง จะอยู่ลึกที่สุด ทำหน้าที่ให้แสงหรือความสว่าง โดยอาจใช้หลอดไฟเป็นแบล็กไลต์ หรือในจอรุ่นใหม่ ๆ แต่ละจุดบนหน้าจอจะปล่อยแสงออกมาได้ด้วยตัวเอง แสงที่เกิดขึ้นนี้จะส่องผ่านรูเล็ก ๆ ขึ้นมานับพันรู ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับขนาดของหน้าจอ

2. ส่วนควบคุมการแสดงผล มีลักษณะเป็นแผ่นวงจรมากมายที่ประมวลผลการแสดงออกมาว่าจะเป็นรูปอะไร แบบใด เช่น ให้เป็นเลข 9 หรือเป็นตัวอักษร ก.

3. ส่วนแสดงผล เป็นส่วนที่เป็นที่มาของชื่อหน้าจอแอลซีดี เพราะในส่วนนี้จะมีลิควิด คริสตัล หรือคริสตัลเหลว เป็นตัวสำคัญที่ทำให้เกิดภาพ และมีส่วนของคัลเลอร์ ฟิลเตอร์ เป็นตัวกำหนดสี การเกิดภาพโดยคริสตัลเหลว ทำได้โดยการปล่อยกระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความต่างศักย์ไฟฟ้าขึ้น คริสตัลเหลวจะจัดเรียงตัวไปปิดรูที่แสงส่องผ่านตามที่ส่วนควบคุมการแสดงผลกำหนด ทำให้เห็นเป็นภาพขึ้นมา จากนั้นแสงจะผ่านคัลเลอร์ ฟิลเตอร์ กำหนดเป็นสีต่าง ๆ เช่น เห็นอักษร A เป็นแบบตัวเอียงและมีสีน้ำเงิน เป็นต้น

จากส่วนประกอบดังกล่าว พอจะสรุปได้ว่า จอโทรศัพท์มือถือที่ให้ความสว่างที่เหมาะสม การประมวลผลรวดเร็ว การทำงานของคริสตัลเหลวมีประสิทธิภาพ และหน้าจอมีความละเอียดมาก ก็จะให้ภาพที่คมชัด และเนื่องจากการพัฒนาเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เทคโนโลยีเก่ามีราคาถูกลง โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ ๆ ที่หน้าจอแสดงผลคมชัด มีสีสันสวยงาม จึงมีราคาไม่แพง และเป็นที่นิยม

ดังที่กล่าวมาแล้วว่าปัจจุบันประโยชน์ใช้สอยของโทรศัพท์มือถือมีมากกว่าการสนทนาระหว่างบุคคล รูปแบบการใช้งานผ่านหน้าจอโทรศัพท์จึงมีมากขึ้น และระยะเวลาในการใช้งานนานขึ้น บางครั้งก็มีอาการหรือความรู้สึกผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับการมองเกิดขึ้น จึงเกิดประเด็นสงสัยถึงผลกระทบด้านสุขภาพตาในการมองจอโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน ๆ

ปัญหาทางตาที่พบบ่อยได้แก่ การปวดเมื่อยตา สายตาล้า ภาพไม่ชัดเมื่อเปลี่ยนระยะมอง หรือเมื่อเงยหน้าจากจอโทรศัพท์ รู้สึกแสบตา ตาแห้ง ตาพร่า ไปจนถึงการกลัวว่ามองหน้าจอโทรศัพท์นาน ๆ แล้วจอประสาทตาจะเสื่อม เป็นต้อกระจก ต้อหิน ทั้งหมดนี้สามารถอธิบายโดยแยกเป็นประเด็นต่าง ๆ ได้ดังนี้

1.อันตรายต่อดวงตาในแง่ความร้อนและรังสีจากโทรศัพท์มือถือขณะกำลังใช้งานหน้าจอ อาจกล่าวได้ว่ามีอันตรายน้อยมาก เนื่องจากขณะใช้งาน เราถือโทรศัพท์ไว้ที่ระยะการมองชัด (ระยะอ่านหนังสือ) โดยอยู่ห่างจากศีรษะและดวงตาประมาณ 30 เซนติเมตร ซึ่งห่างมากพอที่พลังงานความร้อนที่เกิดขึ้นและพลังงานจากรังสีในย่านความถี่ไมโครเวฟที่มีกำลังส่งต่ำอยู่แล้ว จะส่งกระทบต่อตาน้อยมาก และจากข้อมูลในปัจจุบัน ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าการใช้งานโทรศัพท์มือถือมีผลทำให้เกิดโรคทางตาที่มีผลต่อการสูญเสียการมองเห็น ประมวลจากองค์ความรู้ในขณะนี้ ไม่พบหลักฐานว่าการมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือ ทำให้เกิดจอประสาทตาเสื่อม ต้อกระจก และต้อหิน

2.อาการต่าง ๆ ที่พบได้แก่ ปวดล้า ตาพร่า ปรับระยะภาพไม่ชัด แสบตา ตาแห้ง อาการต่าง ๆ เหล่านี้เป็นผลจากการใช้สายตาที่ไม่เหมาะสม ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับการใช้สายตาทั่วไป ไม่เฉพาะกับการมองจอโทรศัพท์มือถือเท่านั้น อาการดังกล่าวเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่น อายุของผู้ใช้ การเพ่งมอง ระดับการมองเห็นของแต่ละคน ความผิดปกติของค่าสายตาที่มีอยู่เดิม ความสว่างของหน้าจอ ขนาดของหน้าจอ ระยะเวลาหรือความถี่ในการใช้งานผ่านหน้าจอโทรศัพท์ เป็นต้น

เรื่องราวเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพกับการใช้โทรศัพท์มือถือ ยังมีอีก แฟนคอลัมน์สามารถติดตามต่อได้ฉบับหน้า.

นอนไม่หลับทำไงดี

ความผิดปกติของการนอนที่พบบ่อยที่สุดคือ “อาการนอนไม่หลับ” ซึ่งพบได้มากถึง 1 ใน 3 ของประชากรที่มีปัญหาเกี่ยวกับการนอนไม่หลับ และยังพบในผู้หญิงได้มากกว่าในผู้ชายประมาณ 2 ต่อ 1 นอกจากนี้ยังพบได้มากขึ้นตามอายุ ใครที่เคยนอนไม่หลับ คงทราบถึงความทุกข์ทรมานของภาวะดังกล่าวได้เป็นอย่างดี ถ้านาน ๆ เป็นครั้งก็ไม่น่าเป็นกังวล แต่หากเป็นบ่อย ๆ ก็แสดงว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้น

ผลเสียของการนอนไม่หลับ คนที่นอนไม่หลับจะทำให้เกิดความเจ็บป่วย ไม่สบายทางร่างกายมากกว่าปกติ โดยเฉพาะโรคภูมิแพ้ หอบหืด ความดันโลหิตสูง จะพบได้มากขึ้น อาจต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อยกว่าปกติ มีปัญหาทางด้านอารมณ์และจิตใจ ตึงเครียด กังวล อารมณ์เศร้ามากกว่าเดิม มีแนวคิดที่จะฆ่าตัวตายสูง นอกจากนี้แล้ว การนอนไม่หลับยังส่งผลต่อการงาน ความสามารถทั่วไป ขาดงานบ่อยขึ้น และประสิทธิภาพในการทำงานลดลง และอาจหันเข้าหาสุรา ยาเสพติดได้

ชนิดของการนอนไม่หลับ อาจแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ คนที่หลับยาก คนกลุ่มนี้อาจใช้เวลานานเป็นชั่วโมงจึงสามารถนอนหลับได้ คนที่หลับไม่ทน คนกลุ่มนี้พอหัวค่ำอาจหลับได้ แต่ไม่นานก็จะตื่น บางคนอาจไม่หลับอีกตลอดทั้งคืน และ คนที่หลับ ๆ ตื่น ๆ คนกลุ่มนี้อาจจะมีความรู้สึกคล้ายไม่ได้หลับเลยทั้งคืน เพียงแต่เคลิ้มไปเป็นพักพักเท่านั้น..คุณล่ะเป็นคนในกลุ่มใดหรือไม่? ถ้าเป็นล่ะก็ มาดูกันว่า สาเหตุการเกิดเป็นอย่างไรกันแน่

สาเหตุที่พบบ่อย มักเกิดจากความวิตกกังวลในเรื่องต่าง ๆ เช่น อาการเจ็บปวด ไม่สบายกายจากโรคที่ประสบพบเจอ มีสิ่งรบกวนจากสภาพแวดล้อม เช่น แสงสว่าง เสียงดัง กลิ่นเหม็น เป็นต้น นอกจากนี้ ความไม่คุ้นเคยในสถานที่ อาชีพที่ทำให้เกิดนิสัยการนอนไม่แน่นอนอย่าง อาชีพพยาบาล ตำรวจ ยาม ซึ่งต้องสลับเวรไปมา สาเหตุจากความแปรปรวนของจิตใจที่ซ่อนอยู่ลึก ๆ จากการติดยา หรือสิ่งเสพติดบางประเภท เช่น สุรา ยาบ้า จากยาแก้โรคบางอย่างที่ผู้นั้นต้องกินอยู่ประจำ เช่น ยาแก้ปวดบางประเภท ยาลดความดันโลหิต เป็นต้น และการถูกฝึกเรื่องการนอนอย่างไม่เหมาะสม ก็เป็นสาเหตุของการนอนไม่หลับต่าง ๆ ได้..แล้วคุณล่ะ มีอาการแบบใด?

หากถามถึงการรักษาแล้วล่ะก็..มีทั้งการรักษาด้วยยาและรักษาโดยไม่ต้องใช้ยา สำหรับวิธีการรักษาแบบไม่ใช้ยา อาจทำได้หลายวิธี ดังนี้

1. จัดเวลานอนให้สม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการนอนกลางวัน

2. ควรเลิกสูบบุหรี่และเลิกการดื่มแอลกอฮอล์จัด

3. บางครั้งการเปลี่ยนฟูกที่นอนก็เป็นสิ่งจำเป็น เปลี่ยนจากอย่างแข็ง เป็นอย่างอ่อน หรือสลับกัน ควรเอาใจใส่ผ้าคลุมเตียง ไม่ให้ร้อนหรือเย็นมากเกินไป รวมทั้งเสื้อผ้าที่ใส่นอน ควรนุ่มสบาย อุณหภูมิห้องควรอยู่ในระดับ พอดี

4. การเปลี่ยนท่านอน หากเคยนอนในท่าที่ไม่สบาย

5. อาหารว่างที่ไม่หนักเกินไป อาจช่วยในการนอนหลับ เช่น น้ำส้ม นมอุ่น น้ำผลไม้อื่น ๆ

6. มื้อเย็นควรงดน้ำชา กาแฟ รวมทั้งก่อนนอน

7. การอ่านหนังสือบนเตียงนอนอาจเบนความสนใจจากความวิตกกังวล ควรเลือกรายการโทรทัศน์ที่ไม่ตื่นเต้นมากเกินไป อย่างไรก็ตาม ห้องนอนและเตียงไม่ควรใช้สำหรับเป็นที่รับประทานอาหารหรือของว่างดูโทรทัศน์ หรือทำธุรกิจต่าง ๆ

8. ไม่ควรให้มีเสียงหรือแสงรบกวนจนเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าการนอนหลับเป็นแบบตื่นตัวมากเกินไป อาจต้องนอนแยกกับคนที่นอนกรนเสียงดัง

9. การออกกำลังกายสม่ำเสมอ จะช่วยให้หลับดีขึ้น แนะนำให้เดินเร็วตอนเย็น และให้อาบน้ำอุ่น การผ่อนคลายความตึงเครียดทางเพศอาจช่วยได้

10. พยายามนอนให้มากตามที่ร่างกายต้องการจะได้รู้สึกสดชื่น

11. หลีกเลี่ยงความพยายามอย่างจริงจังที่จะทำให้หลับ ควรมุ่งความสนใจไปที่กิจกรรมอื่น ๆ อีกประการหนึ่งการกลัวนอนไม่หลับยิ่งทำให้ไม่หลับมากขึ้น ยิ่งกลัวยิ่งไม่หลับ กลายเป็นวงจรติดต่อกันไป

12. การฝึกสมาธิ เช่น การกำหนดลมหายใจเข้าออก การสะกด จิตตนเอง การฝึกใช้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย อาจทำให้การนอนหลับดีขึ้น ถ้าปฏิบัติตามวิธีการต่าง ๆ แล้วยังนอนไม่หลับก็สมควรปรึกษาแพทย์ หรือจิตแพทย์เพื่อแก้ไขต่อไป

สำหรับการรักษาด้วยยา ในที่นี้จะหมายถึงยานอนหลับ สำหรับวิธีการรับประทานจะไม่ขอกล่าว แต่จะอธิบายถึงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น เช่น มีอาการง่วงซึม ลืมเหตุการณ์หลังจากใช้ยาในระยะเวลาสั้น ๆ ช่วงหนึ่งมีอาการดื้อยาคือต้องใช้ขนาดเพิ่มขึ้นจึงจะนอนหลับได้ หากใช้ยาขนาดสูงและเป็นเวลานาน ๆ อาจมีการติดยาได้ จึงควรหยุดยาเมื่อเริ่มรู้สึกว่าต้องการยาเพิ่มขึ้น สตรีมีครรภ์ในระยะ 3 เดือนแรกไม่ควรกินยานอนหลับ เพราะจะมีผลต่อทารกในครรภ์ สตรีที่ให้นมบุตรควรงดการให้นมบุตรในช่วงที่กินยานอนหลับ ควรงดดื่มสุรา

ไม่ว่าการรักษาด้วยวิธีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ส่งผลต่อการนอนหลายประการที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น หรือการรักษาด้วยยา สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ การตรวจวินิจฉัยและขอคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งผู้ที่สงสัยว่าตนเองมีอาการเข้าข่ายที่อาจบ่งบอกว่า “นอนไม่หลับ” ให้มาพบแพทย์ และไม่ควรปล่อยให้อาการเลยเถิดไป